การตลาด Made For Life เพื่อชีวิตดีดีของทุกคน

หลังจากที่สภาพการณ์เศรษฐกิจตอนนี้กำลังที่จะเริ่มกลับมาอยู่ในจุดที่ต้องเริ่มฟื้นฟูกันใหม่ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอะไรก็ตามหลังจากที่โดนพิษโควิด19 รุมกระหน่ำเข้าไป จนธุรกิจหลายๆ เจ้าต้องล้มหงายพังกันเป็นแถบๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าเล็กหรือเจ้าใหญ่ ซึ่งแม้แต่ แสนสิริ ยักษ์ใหญ่ของโครงการบ้านและคอนโด ก็โดนเช่นเดียวกัน จึงต้องมีการปรับกลยุทธ์การตลาดกันมากพอสมควรเพื่อให้ฝ่าวิกฤตินี้ไปให้ได้

ล่าสุดทางแสนสิริเองก็ได้ออกแนวคิกการตลาด Made For Life เพื่อชีวิตดีดีของทุกคน เพื่อเจาะกลุ่มตลาดทุกเป้าหมาย โดยเป็นแผนการตลาดยุทธศาสตร์แนวใหม่ที่จะทำให้เข้าถึงและจับต้องได้ง่ายด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนดแสนสิริเอง โดยยึดแกนหลักทั้งหมดสี่อย่าง ไม่ว่าจะเป็น Product (Made For Everyday), Service (Made For You), Culture (Made For Sharing), Sustainability (Made For Better) เพื่อดึงจุดขายต่างและสร้างขึ้นมา

เพื่อให้มีการจับต้องได้ง่าย และจะมีการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของสินค้าเล็กน้อย และจะสื่อสารภาพลักษณ์ใหม่ด้วยการทำหนังโฆษณาขึ้นมาทั้งหมดเก้าเรื่อง เพื่อขยายผลถึงการรับรู้ของกลุ่มลูกค้า โดยวางแนวคิดให้เป็นแบรนดที่เข้าถึงได้ง่าย ผ่านการตลาดที่ครบวงจรและตั้งเป้าที่จะเป็นแบรนดอันดับหนึ่งของคนที่อยากจะมีบ้านเป็นของตัวเอง จับกลุ่มทุกเซกเมนต์ 

โดยทางประธานผู้บริหารของแสนสิริเองนั้น ได้ทำการเปิดเผยว่าตลอดระยะเวลาเกือบสามสิบหกปี ทางแสนสิริเองได้มีการพัฒนาธุรกิจในด้านอสังหาริมทรัพย์จากการศึกพฤติกรรมและของต้องการของตัวลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้แสนสิริเองนั้นได้รับความเชื่อมั่นและได้รับการไว้วางใจจากกลุ่มลูกค้าทุกระดับ จนกลายเป็นแบรนดที่เป็นอันดับหนึ่งของคนที่อยากจะมีบ้าน

และครองใจกลุ่มลูกค้าทุกช่วงอายุ เพราะจากแนวคิดที่เราคิดมาตลอดว่า ความสุขดีๆของทุกวันนั้น จะต้องเริ่มต้นมาจากที่บ้านก่อน ดังนั้นแนวคิดการตลาดรูปแบบใหม่จึงเกิดเป็นแนวคิดของการตลาด Made For Life เพื่อชีวิตที่ดีของคนทุกคน และทางแสนสิริเองก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะส่งมอบการใช้ชีวิตในรูปแบบไลฟ์สไตล์ที่มากกว่าบ้านเป็นเพียงที่อยู่อาศัย

และจุดแข็งของแบรนดแสนสิริคือไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน บ้านยังคงต้องคงความสวยงามตลอดไปในทุกช่วงเวลาและไม่ล้าสมัย และต้องมีสังคมที่มีการอยู่อาศัยกันอย่างมีคุณภาพโดยยกระดับความรับผิดชอบของสังคมของการอยู่รวมกัน นี่แหละจึงเป็นแนวคิดที่มาของ Made For Life ที่จะทำให้สังคมแสนสิริเป็นสังคมที่น่าอยู่

 

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน สมัครฟรี

นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีไอคิวกระฉูด

นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีไอคิวกระฉูด ผลิตเครื่องอบแห้งแถมมีที่วัดความชื้น

            นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีซึ่งเป็นนักศึกษาปีที่ 4 แผนกวิศวกรรมศาสตร์ได้มีการพัฒนาเครื่องอบแห้งให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยการสร้างระบบรูปแบบใหม่เพิ่มขึ้นมาเป็นระบบที่สามารถตรวจวัดความชื้นของอาหารได้ด้วยสำหรับเครื่องอบแห้งนั้นปกติแล้วเราจะมีการขายเครื่องอบแห้งหรือผลิตเครื่องอบแห้งกันได้อยู่แล้ว

แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเครื่องอบแห้งในปัจจุบันนั้นยังไม่มีอุปกรณ์ที่สามารถตรวจสอบค่าวัดความชื้นได้ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อไม่มีค่าวัดความชื้นการที่เราอยากจะรู้เกี่ยวกับเรื่องของความชื้นของอาหารนั้นก็ต้องใช้ระยะเวลานานรวมถึงหากเราไปทำการอบแห้งเราก็จะต้องสุ่มว่าความชื้นเพียงพอต่อการใช้งานได้หรือไม่และเมื่อมีการพัฒนาที่วัดความชื้นในเครื่องอบแห้งขึ้นมาโดยเฉพาะก็จะทำให้การทำงานในเรื่องของการทำอาหารอบแห้งนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

และสามารถวัดตรวจความชื้นได้แม่นยำมากยิ่งขึ้นอีกด้วยซึ่งแน่นอนว่าจากผลผลิตของทางนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีในครั้งนี้จะส่งผลให้ทางพ่อค้าแม่ค้าที่มีการขายสินค้าเกี่ยวกับเรื่องของการอบแห้งได้ใช้งานอุปกรณ์นี้และเป็นการลดเวลาการทำงานของพ่อค้าแม่ค้าได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวที่สำคัญคุณภาพของสินค้าก็จะได้คุณภาพมากยิ่งขึ้นมีมาตรฐานมากยิ่งขึ้นเวลาที่เราทำสินค้าอบแห้งเพื่อส่งออกต่างประเทศคุณภาพสินค้าของประเทศไทย

ก็จะมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าของไทยมากยิ่งขึ้นเช่นเดียวกันซึ่งแนวความคิดของนักศึกษามหาวิทยาลัยนี้จะส่งผลทำให้เศรษฐกิจด้านการส่งออกขนมนั้นดีขึ้นจากเดิมเพราะหลายประเทศก็จะมีการเชื่อถือเกี่ยวกับเรื่องคุณภาพของอาหารของไทยมากยิ่งขึ้นนั่นเอง 

           อย่างไรก็ตามสำหรับข้อมูลที่นำมาเสนอในครั้งนี้ยังเป็นข้อมูลที่มีการศึกษากันในมหาวิทยาลัยแต่ยังไม่ได้ถูกนำผลิตออกมาขายจริงดังนั้นนี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการนำสินค้าที่จะสามารถนำมาขายและต่อยอดผลการผลิตได้เพราะถ้าหากสามารถผลิตเครื่องอบแห้งและเป็นที่ตรวจวัดความชื้นไปในตัวได้ก็จะมีสินค้าที่สามารถขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าสร้างรายได้ให้กับนักศึกษาได้ในขณะเดียวกันพ่อค้าแม่ค้าที่ซื้อเครื่องอบแห้งนี้ไปก็สามารถไปผลิตสินค้าที่มีคุณภาพได้ถือได้ว่าเป็นหนทางการสร้างรายได้ให้กับคนหลายกลุ่มได้เลยทีเดียว 

        สำหรับลักษณะของเครื่องอบที่นักศึกษากำลังผลิตกันอยู่นั้น ด้านบนก็จะทำเป็นเครื่องอบปรกติส่วนด้านล่างนั้นก็จะมีการติดตั้งรังสีอินฟาเรดเพื่อที่จะได้ควบคุมความชื้นได้ ซึ่งตอนนี้จากการที่นักศึกษาได้ทำขึ้นมานั้นยังต้องมีการจำกัดสิ่งของที่มีน้ำหนักไม่เกิน 1 กิโลกรัมเท่านั้น และตอนนี้ก็ยังอยู่ในชั้นของการควบคุมอุณหภูมิ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  sagameผ่านมือถือ

ธุรกิจสายการบินกำลังอยู่ในขั้นวิกฤต 

        ตั้งแต่มีการระบาดของไวรัสโคโรน่าเข้ามาธุรกิจสายการบินก็ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากและเรียกได้ว่าเป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเป็นอันดับต้นๆเลยก็ว่าได้ลองลงมาจากธุรกิจการท่องเที่ยวต่างประเทศเนื่องจากว่าใดประเทศส่วนใหญ่นั้นมีการปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศของตนเองรวมถึงประเทศไทยเองก็ยังมีการปิดซึ่งตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน

การท่องเที่ยวระหว่างประเทศนั้นยังไม่ถูกอนุมัติให้เปิดให้บริการเพราะต้องรอดูสถานการณ์ของประเทศอื่นๆด้วยถึงแม้ว่าประเทศไทยเองนั้นจะสามารถควบคุมผู้ที่ติดเชื้อไม่ให้มีเพิ่มขึ้นได้แล้วแต่สำหรับประเทศอื่นๆไม่ว่าจะเป็นโซนยุโรปหรืออเมริกาจำนวนผู้ติดเชื้อก็ยังคงมีมากขึ้นดังนั้นการที่เราจะปล่อยให้นักท่องเที่ยวชาวไทยไปเที่ยวต่างประเทศนั้น

จึงค่อนข้างเป็นความเสี่ยงอย่างมากเพราะเมื่อใดก็ตามที่นักท่องเที่ยวเดินทางออกจากไทยไปต่างประเทศเมื่อกลับเข้ามามีความเป็นไปได้สูงว่าบุคคลเหล่านั้นอาจจะนำเชื้อไวรัสกลับมาที่เมืองไทยก็เป็นได้ดังนั้นจึงไม่มีการอนุมัติให้เปิดการท่องเที่ยวระหว่างประเทศซึ่งผลกระทบดังกล่าวนี้จะส่งผลถึงสายการบินเพราะสายการบินนั้น

หากเปิดการบินภายในประเทศไทยแน่นอนว่าผู้คนคงไม่ได้มีการใช้การบินภายในประเทศไทยเยอะกันมากอยู่แล้วไม่เพียงพอต่อการที่จะบริหารบริษัทอย่างแน่นอนในเรื่องของผลกำไรปกติแล้วสายการบินต่างๆนั้นจะได้รับกำไรจากการเกิดสายการบินระหว่างประเทศในขณะนี้สายการบินทั้งหมด 8 สายการบินของประเทศไทย

ที่มีอยู่กำลังทำการขอยื่นเรื่องกับทางรัฐบาลให้มีการช่วยเหลือให้รัฐบาลนั้นช่วยมีการเพิ่มทุนหรือว่าออกเงินกู้ให้เพราะตอนนี้เกือบทุกสายการบินเลยมีการบินชั่วคราวดังนั้นเครื่องบินจึงไม่ได้ถูกนำขึ้นไปบินเพื่อสร้างรายได้ให้กับบริษัทเมื่อเครื่องบินถูกจอดอยู่กับที่พวกเขาก็ยังคงต้องเสียค่าเช่าที่ในการจอดเครื่องบินรายได้ไม่มีแต่รายจ่ายยังคงมีการออกไปเรื่อยๆทำให้ทางบริษัทสายการบินนั้นกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักซึ่งหลายๆบริษัทนั้นมีมาตรการออกมาบริหารบริษัทของตนเอง

ด้วยการลดเงินเดือนพนักงานรวมถึงงดลดเงินเดือนผู้บริหารแต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการที่จะสามารถยื้อสถานะของบริษัทการบินเอาไว้ได้ดังนั้นตอนนี้อีกหนึ่งงานที่ทำรัฐบาลเองจะต้องมีการประชุมปรึกษาหารือกันและยื่นมือมาช่วยเหลือก็คือทำอย่างไรก็ได้ให้สายการบินที่มีอยู่ในประเทศไทยทั้ง 8 บริษัทนั้นสามารถดำรงอยู่ได้และสามารถที่จะมีเงินมาใช้จ่ายในช่วงที่ยังไม่มีการเปิดการบินระหว่างประเทศนี้ได้

สำหรับตอนนี้สายการบินอย่างการบินไทยรวมถึงไทยสมายล์นั้นก็มีการลดเงินเดือนทั้งของพนักงาน  ทั้งผู้บริหาร  รวมถึงสายการบิน Thai Lion Air Thai AirAsia หรือ airasia x เองก็มีการลดเงินเดือนของผู้บริหารและยังสามารถอนุมัติให้พนักงานหยุดงานได้โดยที่ยินยอมให้รับเงินเดือนหลายวันติดต่อกันได้ยังสายการบินนกแอร์และนกสกู๊ตนั้นก็ยังให้พนักงานหยุดงานโดยที่ไม่รับเงินเดือนซึ่งปัญหาต่างๆเหล่านี้ต้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาก่อนที่ปัญหาของกิจการสายการบินจะวิกฤติไปมากไปกว่านี้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sagame

รัฐบาลเตรียมรีดภาษีกลุ่มผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ต่างประเทศหวังรายได้เข้าประเทศ

          มีรายงานออกมาจากคลังรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่ากำลังจะมีการยื่นเรื่องการจัดประชุมเกี่ยวกับเรื่องของการเพิ่มภาษีเรียกเก็บเงินสำหรับผู้ให้บริการทางด้านอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศซึ่งจะเป็นผู้ให้บริการทั้งเรื่องของบริษัทที่เปิดให้ประชาชนนั้นดาวน์โหลดเพลงหรือดาวน์โหลดหนังหรือการจองโรงแรมที่พักต่างๆรวมถึง Facebook และบริการ YouTube

หากจะพูดให้ดีก็คือบริการที่มีเจ้าของเป็นชาวต่างชาติและมีการจดทะเบียนอยู่ที่ต่างประเทศไม่ได้จดทะเบียนการเปิดบริษัทในประเทศไทยนั้นจะถูกนำมาเรียกเก็บภาษีเพื่อนำเงินเข้าประเทศซึ่งคาดว่าถ้าหากมีการร่างกฎหมายออกไปก็จะทำให้ประเทศไทยนั้นมีรายได้จากการเรียกเก็บภาษีจากผู้ให้บริการออนไลน์เหล่านี้มากถึงปีละ 3,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

         สำหรับเรื่องเกี่ยวกับการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกับบริษัทต่างชาติที่ไม่จดทะเบียนในประเทศไทยนั้นแต่เดิมนั้นเคยมีการส่งเรื่องพูดเรื่องนี้ไปแล้วและก็ผ่านการเห็นชอบอนุมัติไปแล้วแต่มาในวันนี้นั้นจะมีการแก้ไขกฏหมายบางส่วนเพื่อปรับปรุงเกณฑ์ให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้นโดยข้อกำหนดกฎหมายที่กำลังมีการนำเรื่องส่งมานั้นจะมีการระบุว่าหากบริษัทต่างประเทศไหนที่ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทยแล้ว

มีการมาทำธุรกิจผ่านทางสื่อออนไลน์ของไทยบริษัทนั้นหากมีรายได้มากกว่า 1800000 บาทต่อปีมันจะต้องมีการยื่นเรื่องขอเก็บภาษีให้กับประเทศไทยซึ่งแน่นอนว่าจากการวิเคราะห์ข้อมูลมาแล้วทางรัฐบาลเห็นว่าจะมีหลายบริการที่จะต้องมีการเสียภาษีให้กับประเทศไทยไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือแม้แต่ YouTube

ซึ่งเราจะเห็นกันอยู่แล้วว่าบริการทั้งสองบริการนี้มีรายได้เข้าบริษัทของตนเองนั้นเป็นจำนวนเงินมหาศาลอีกทั้งยังมีบริการที่เป็นบริการของชาวต่างชาติในเรื่องของการรับจองที่พักผ่านระบบออนไลน์เมื่อลูกค้าต้องการไปพักยังต่างประเทศซึ่งบริการนี้ก็สร้างรายได้ให้กับบริษัทเป็นอย่างมากดังนั้นทางรัฐบาลจึงเล็งเห็นว่าเมื่อมีการเข้ามาเปิดการค้าขายผ่านทางระบบออนไลน์และคนไทยนั้นก็มีการเข้าไปใช้บริการจึงจำเป็นที่จะต้องให้ทางผู้ให้บริการต่างชาตินั้นเข้ามาเสียภาษีให้กับประเทศไทยซึ่งหวังว่าเงินภาษีที่ได้จากสื่อออนไลน์เหล่านี้จะสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยเป็นจำนวนเงินมหาศาลเลยทีเดียว

แต่อย่างไรก็ตามที่มีการพูดคุยกันวันนี้ก็เพื่อที่จะหาแนวทางว่าจะมีการนำส่งภาษีเป็นอย่างไรเพื่อให้มีประสิทธิภาพและสามารถดำเนินการได้ให้ได้ผลดีมากที่สุดและเป็นผลดีกับประเทศไทยมากที่สุด ซึ่งทางรัฐบาลเองบอกว่าการที่รัฐบาลเร่งเก็บภาษีกับบริษัทต่างชาติที่มาหากำไรกับคนไทยนั้นจะเป็นการสร้างความเป็นธรรมให้กับคนไทยด้วย

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8

โครงการกู้เงินกับธนาคารออมสินจะช่วยให้เศรษฐกิจของแม่ค้าดีจริงหรือไม่

        เชื่อว่าถ้าเกิดใครติดตามเกี่ยวกับเรื่องของการกู้เงินตามธนาคารต่างๆที่ตอนนี้หลายธนาคารนั้นได้ออกนโยบายเกี่ยวกับเรื่องของโครงการการกู้ยืมเงินในดอกเบี้ยราคาพิเศษโดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารออมสินที่มีนโยบายปล่อยเงินกู้ให้กับคนที่พลาดโครงการแจกเงินให้สามารถมากู้เงินกับธนาคารออมสินได้โดยประชาชนคนไหนที่ทำงานอิสระจะกู้ได้ 10,000 บาทแต่ในขณะที่ประชาชนคนไหนทำงานเป็นพนักงานประจำที่บริษัทจะสามารถยื่นเรื่องกู้ได้ 50,000 บาท

แน่นอนว่าคุณไม่จำเป็นแค่ไปยื่นเอกสารแล้วคุณจะได้เงินมาเลยเท่านั้นแต่คุณจะต้องมีการยื่นบอกหลักฐานต่างๆกับทางธนาคารให้ได้ว่าปกติแล้วอาชีพของคุณนั้นทำอะไรและคุณจะนำเงินดังกล่าวที่คุณทำเรื่องกู้ในไปทำอะไรคุณลองเคยคิดดูไหมว่าสำหรับคนที่ทำงานอิสระการกู้เงินมา 10000 บาทนั้นมันจะพอสามารถทำอะไรได้บ้างหากเป็นพวกพ่อค้าแม่ค้าการลงทุน  10000 บาทนี้ถือว่าเป็นเงินลงทุนที่นอนมากๆเพราะเรายังไม่รู้เลยว่าหากเราลงทุนไป 10000 บาท

แล้วการลงทุนในครั้งนั้นของเราจะประสบความสำเร็จหรือว่าจะแจ้งถ้าเจนเราก็ไม่สามารถหาเงินอื่นมาลงทุนได้อีกแล้วแถมยังต้องมีปัญหาในเรื่องของการหาเงินไปคืนใช้หนี้กับทางธนาคารอีกแล้วถ้าใครเคยเข้าไปทำการกู้เงินแล้วก็จะรู้ดีว่าขั้นตอนการกู้เงินนั้นยุ่งยากมากแค่ไหนยิ่งถ้าเป็นเงิน 50000 บาทแล้วแล้วก็จะต้องมีบุคคลมาค้ำประกันซึ่งแน่นอนว่าปัจจุบันนี้ไม่มีใครอยากที่จะเอาขาตัวเองไปเสี่ยง 1 ข้างกับการที่ต้องไปค้ำประกันคนอื่นแน่นอนดังนั้นจึงสามารถปัดการกู้เงิน 50,000 บาทไปได้เลยเหลือเงิน 10000 บาทที่จะทำการกู้แต่เงินแค่เพียงเท่านี้จะสามารถไปทำอะไรได้จนทำให้พ่อค้าแม่ค้าร่ำรวยขึ้นมาได้

แล้วที่สำคัญเงิน 10000 บาทนี้ใช่ว่าทุกคนจะสามารถกู้ได้เพราะหากใครที่มีการเปิดร้านขายของแต่ไม่มีเงินรายได้หมุนเวียนมากพอที่จะให้ทางธนาคารตรวจสอบคุณก็อาจจะไม่ผ่านการอนุมัติยอดเงินก็ได้ดังนั้นหากคุณไม่มีเงินหมื่นบาทคุณก็ขยายธุรกิจหรือดำเนินธุรกิจหรือกิจการเล็กๆน้อยๆของคุณต่อไปไม่ได้เหมือนกัน

สำหรับวงเงินหมื่นบาทเที่ยวไว้ให้กับกลุ่มคนทำงานอิสระเช่นพ่อค้าแม่ค้าหรือพวกขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างนั้นแน่นอนว่าเงินหมื่นบาทสำหรับพวกเขานั้นค่อนข้างเยอะและเขาคงจะสามารถนำไปต่อยอดธุรกิจของเขาได้สักระยะหนึ่งแต่ก็คงไม่สามารถทำให้เขานั้นร่ำรวยเงินทองขึ้นมาได้อย่างแน่นอนที่จริงรัฐบาลควรจะต้องมีการหาแนวทางการส่งเสริมรายได้ของพ่อค้าแม่ค้า

หรือธุรกิจขนาดเล็กให้พวกเขานั้นสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างถาวรแต่ตอนนี้ทางรัฐบาลเองมีการหนุนแต่กลุ่มนักธุรกิจขนาดใหญ่ดังนั้นจึงเป็นไปได้ยากมากสำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่มีธุรกิจขนาดเล็กที่จะกลับมาทำให้เศรษฐกิจการค้าของตนเองนั้นดีขึ้นในเร็ววันนี้

 

สนับสนุนโดย  bk8

เตรียมยื่นเรื่องเข้าครมเพื่อขอเงินไปช่วยเหลือผู้ที่ถือบัตรคนจน

เตรียมยื่นเรื่องเข้าครมเพื่อขอเงินไปช่วยเหลือผู้ที่ถือบัตรคนจนโดยจะแจกให้คนละ 1,000 บาทนาน 3 เดือน

         มีรายงานข่าวเข้ามาเมื่อวันที่ 3 มิถุนายนปีพศ2563 ว่าจะมีการประชุมปรึกษาหารือกันในวันที่ 4 มิถุนายนปีพศ2563 เกี่ยวกับเรื่องของการช่วยเหลือผู้ที่ยังตกหล่นเมื่อได้รับเงินช่วยเหลือจากโครงการของทางรัฐบาลที่จะมีการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการระบาดของไวรัสโคโรน่าซึ่งก่อนหน้านั้นได้มีการนำเงินออกมาช่วยเหลือประชาชนทั่วไป

รวมถึงนำเงินมาช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรและกลุ่มเด็กแรกเกิดแล้วแต่ยังพบว่ายังมีผู้ที่ถือบัตรคนจนซึ่งมีจำนวนอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านคนยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือดังกล่าวจึงทำให้ทางคณะกรรมการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจำเป็นต้องมาประชุมปรึกษาหารือกันว่าจะของบประมาณจากทางรัฐบาลเริ่มจะช่วยเหลือกลุ่มคนจนเหล่านี้โดยมีแนวโน้ม

ว่าจะมีการแจกเงินให้กับผู้ถือบัตรคนจนให้คนละ 1000 บาทต่อเดือนโดยจะแจกต่อเนื่องติดต่อกันนาน 3 เดือนซึ่งถือว่าแต่ละคนนั้นก็จะได้รับเงินช่วยเหลือยามคนละ 3000 บาทนั่นเองด้วยการช่วยเหลือในครั้งนี้ทางคณะกรรมการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบเกี่ยวกับโรคระบาดไวรัสโคโรนาแรงเห็นว่าอาจจะมีการช่วยเหลือประชาชนนำเงินมาแจกให้กลุ่มประชาชนนั้นควรจะมีการช่วยเหลือแบบทั่วถึงกันดังนั้นยังเหลือกลุ่มคนบางกลุ่มที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือกลุ่มคนที่ถือบัตรคนจน

จึงเล็งเห็นว่าควรจะต้องมีการทำงบประมาณของรัฐออกมาจ่ายช่วยเหลือและให้สวัสดิการกลุ่มคนเหล่านี้ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 2 ล้านคนด้วยเพื่อที่จะได้เป็นการเท่าเทียมกันของคนในสังคมและคนในประเทศนั่นเองการช่วยเหลือกลุ่มคนที่ถือบัตรสวัสดิการรัฐคนจนนั้นมีแนวโน้มว่าจะได้รับคนละ 1000 บาทต่อเดือนนาน 3 เดือนซึ่งยอดดังกล่าวนี้จะไม่ถูกนำไปรวมกับยอดเงินที่พวกเขาจะได้รับในทุกๆเดือนที่เป็นค่าครองชีพเดือนละ 200-300 บาทซึ่งพวกเขา

มักจะได้รับเงินแบบนี้เป็นประจำทุกเดือนอยู่แล้วอันนี้จะเป็นยอดเงินที่แยกออกมาต่างหากโดยทางคณะกรรมการผู้ที่ดูแลรับผิดชอบยาวๆช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบนั้นจะมีการคัดกรองผู้ที่จะได้รับเงินเยียวยาในครั้งนี้โดยจะต้องมีการตัดคนที่ได้รับเงินจากการช่วยเหลือกลุ่มคนเปราะบางรวมถึงตัดคนที่เคยได้รับการช่วยเหลือเงินจากเกษตรกรออกไป

ซึ่งคาดว่าหากตัดออกไปทั้งหมดแล้วกลุ่มคนที่อยู่ในกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการรัฐคนจนนั้นน่าจะเหลือแค่เพียงไม่ถึง 2 ล้าน 4 แสนคนเท่านั้นเอง อันนี้เป็นแค่ความคิดที่จะมีการยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการการกลั่นกรองการให้เงินฉุกเฉินแต่ยังไม่ได้มีการอนุมัติออกมาแต่อย่างใดดังนั้นตรงนี้ต้องรอการพิจารณาเสียก่อนว่าโครงการนี้ผ่านหรือไม่ซึ่งถ้าเกิดว่าผ่านก็จะมีการแจกเงินอีกครั้งนึงแน่นอน

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันไพ่ดัมมี่

แจกเงินให้ประชาชนเที่ยว จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือ 

           ตอนนี้มีข่าวออกมาจากหลายสำนักข่าวทั่วไทยเลยว่ารัฐบาลกำลังมีการระดมกำลังสมองเกี่ยวกับเรื่องของการหาเงินทุนเพื่อมาแจกจ่ายให้กับประชาชนเพื่อที่จะให้ประชาชนนั้นได้นำเงินดังกล่าวนั้นไปท่องเที่ยวภายในประเทศไทยเพื่อหวังเป็นการกระตุ้น เศรษฐกิจการท่องเที่ยวของไทยให้ดีขึ้น  แต่ถ้าหากเรามาพิจารณาหรือวิเคราะห์กันแล้วการแจกเงินให้ประชาชนไปเที่ยวมันจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่

เนื่องจากว่าโครงการการแจกเงินให้ประชาชนนั้นนำเงินไปเที่ยวไม่ใช่เพิ่งทำโครงการนี้เป็นครั้งแรกแต่ก่อนหน้าที่จะมีการระบาดของไวรัสโคโรน่านั้นรัฐบาลก็ได้มีการออกโครงการนี้ออกมาเช่นเดียวกันซึ่งเราก็เห็นแล้วว่าผู้คนส่วนใหญ่นั้นได้รับเงินจากการที่รัฐบาลแจกเพื่อให้ไปเที่ยวนั้นกลับไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นซึ่งบางคนนำเงินดังกล่าวไปซื้อสินค้าข้าวสารอาหารแห้งเข้าบ้านแทนที่จะไปเที่ยว

เพราะฉะนั้นผลตอบรับที่ออกมามันไม่ได้เป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวแต่อย่างใดแต่มันเป็นการนำเม็ดเงินให้กับประชาชนได้นำไปใช้ในการซื้ออาหารกินและที่สำคัญคนที่รับผลประโยชน์จากเม็ดเงินอันนี้ก็คือกลุ่มเจ้าสัวที่ขายของในห้างสรรพสินค้าต่างๆนั่นเองซึ่งครั้งนี้ถ้าหากไม่มีการวางแผนงานที่รัดกุมหรือมีการกำหนดเงื่อนไขการใช้งานที่เป็นการเฉพาะเจาะจงว่าจะต้องออกไปท่องเที่ยวเท่านั้นถึงจะสามารถใช้โครงการนี้ได้รับแล้วก็การแจกเงินฟรีในครั้งนี้

ก็คงจะเหมือนเดิมที่ประชาชนนั้นจะได้นำเงินออกมาเพื่อไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นบางคนแทบไม่ใช่จ่ายในการซื้ออาหารกินเลยด้วยซ้ำแต่นำกลับไปเป็นเงินใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเช่นเอาไปเล่นการพนันหรือการซื้อเหล้าสูบบุหรี่สูบซึ่งมันก็จะผิดวัตถุประสงค์ที่รัฐบาลหวังจะกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและแน่นอนว่าถึงแม้ว่าจะมีคนบางกลุ่มนั้นออกไปท่องเที่ยวตามที่รัฐบาลได้มีการออกเงินช่วยเหลือให้แต่ประชาชนหลายคนนั้นยังไม่สามารถที่จะให้บริการเรื่องของการท่องเที่ยวได้ดีเท่าที่ควรอย่าง

ที่เราจะเห็นกันว่าชายหาดซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวมักจะไปเที่ยวกันช่วงเวลานี้กับเปิดให้นักท่องเที่ยวแค่ลองเล่นน้ำได้เท่านั้นส่วนธุรกิจในเรื่องของการขายอาหารริมชายหาดหรือการให้เช่าเรือเล่นในทะเลหรือการให้เช่าม้าขี่เดินเล่นริมชายหาดนั้นธุรกิจเหล่านี้ยังไม่สามารถเปิดให้บริการได้ซึ่งธุรกิจเหล่านี้เองเป็นธุรกิจของประชาชนในเขตพื้นที่

ที่มีบ้านอยู่ริมชายหาดนั้นเองเพราะฉะนั้นควรที่จะได้รับผลประโยชน์จากธุรกิจนี้ก็จะเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้สูงนั่นก็คือกลุ่มที่มีการเปิดโรงแรมที่พักให้อาศัยและร้านอาหารที่มีขนาดใหญ่ซึ่งผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระตุ้นการท่องเที่ยวนั้นก็จะเป็นแค่เฉพาะกลุ่มใหญ่ๆหรือกลุ่มคนที่มีเงินอยู่แล้วนั่นเองส่วนประชาชนที่มีเงินน้อยนิดก็ยังคงไม่ได้ความช่วยเหลือจากโครงการแจกเงินของรัฐบาลในครั้งนี้เหมือนเดิม

 

สนับสนุนโดย  bk8

สัญญาณเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ในช่วงที่มีการระบาดโควิด-19 

          ตั้งแต่มีการระบาดของไวรัสโคโรน่าเข้ามาเมื่อช่วงประมาณต้นปีมกราคม 2563 จนถึงปัจจุบันนี้สถานการณ์เศรษฐกิจของไทยนั้นเรียกได้ว่าอยู่ในระดับที่แย่มากๆไม่ว่าธุรกิจอะไรก็ได้รับผลกระทบไปด้วยกันทั้งสิ้นโดยธุรกิจแรกที่ได้รับผลกระทบมันก็คือธุรกิจการท่องเที่ยวซึ่งมีการออกมาให้เห็นแล้วว่าจำนวนผู้ที่มาเที่ยวในประเทศไทยนั้นลดน้อยลงจนในที่สุดนั้นเมื่อการระบาดไวรัสโคโรนาไม่สามารถที่จะควบคุมได้ก็ทำให้นักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยได้

หลังจากที่นักท่องเที่ยวมาเที่ยวไม่ได้เศรษฐกิจการบินก็เริ่มตกต่ำลงเพราะไม่มีจำนวนผู้เดินทางหลังจากนั้นเศรษฐกิจภายในประเทศอื่นๆก็ตามมาหลากหลายไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการขายของหรือแม้แต่บริษัทใดที่เป็นบริษัทผลิตสินค้าส่งออกต่างๆต่างก็ได้รับผลกระทบกันหมดรวมถึงบริษัทผลิตเกี่ยวกับชิ้นส่วนรถยนต์ที่มีโรงงานใหญ่ๆอยู่ภายในประเทศไทยโดยบริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ต่างๆเริ่มทยอยการปิดกิจการชั่วคราวรวมถึงลดจำนวนโอทีและลดจำนวนการทำงานของพนักงานยงแต่ก็ยังไม่สามารถที่จะประคองธุรกิจเอาไว้ได้

ซึ่งมีหลายบริษัทเกี่ยวกับยานยนต์ที่มีการปิดโรงงานหรือยายโรงงานการผลิตไปยังประเทศอื่นเพิ่งถึงโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์บางประเทศก็มีการย้ายมาที่ประเทศไทยเช่นเดียวกันซึ่งสถานการณ์ของเศรษฐกิจนั้นตอนนี้ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นเลยหลายคนอาจจะมองว่าในตอนนี้นั้นทางรัฐบาลเองได้มีการผ่อนปรนการปลดล็อคในลำดับที่ 3 แล้ว

มีหลายธุรกิจมากที่สามารถเปิดให้กลับมาดำเนินธุรกิจได้ แต่อย่างไรก็ตามเราก็อาจจะต้องมีการระมัดระวังเกี่ยวกับเรื่องของการกลับมาเปิดธุรกิจใหม่อีกครั้งหนึ่งว่าจะทำให้ส่งผลให้ไวรัสโควิด-19 กลับมาระบาดอีกครั้งหรือไม่ อย่าลืมว่าหากโรงงานมีจำนวนพนักงานทำงานอยู่ประมาณ 500 คนและถ้ามีเพียงแค่หนึ่งคนเท่านั้นที่มีเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำงานที่โรงงานแห่งเดียวกันนั้น

ก็จะส่ามารถแพร่ขยายให้คนงาน 500 คนนั้นติดไวรัสโควิด-19 ได้เช่นกัน ซึ่งหากมีการระบาดของไวรัสเกิดขึ้นอีกรอบ จะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจของไทยที่เรากำลังคาดหวังกันอยู่ตอนนี้ว่ากำลังจะดีขึ้น จะทำให้ความหวังของเราพังทลายได้เช่นกัน หากมีการระบาดใหม่อีกรอบ และจากที่ประเทศไทยเราเคยเป็นประเทศที่ต่างชาติอยากมาร่วมลงทุนในไทย

ก็ทำให้กลายเป็นว่าประเทศอื่นอื่นอาจจะไม่อยากมาร่วมทุนกับประเทศไทยก็ได้ หากมีการระบาดไวรัสรอบสองเกิดขึ้นและจะเป็นการทำลายเศรษฐกิจของไทยไม่ให้ กลับมาดีได้ในเร็ววันนี้อีกเลย 

 

สนับสนุนโดย  sagame77

เจ้าสัวสหพัฒน์เปิดเผยพร้อมต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจในช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโคโรน่า

        หลังจากที่มีการระบาดของไวรัสโคโรนาเกิดขึ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยนั้นประสบปัญหาอย่างหนักทางร้านเจ้าสัวสหพัฒน์เองก็ออกมาบอกว่าด้านบริษัทของสหพัฒน์นั้นต่างก็ประสบปัญหาด้วยกันไม่ว่าจะเป็นบริษัทใหญ่และบริษัทในเครือซึ่งในขณะนี้นั้นผลประกอบการในไตรมาสแรกของทางบริษัทนั้นมีกำไรที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ซึ่งตอนนี้กำไรของทางเครือสหพัฒน์เองลดลงถึง 20 เปอร์เซ็นต์แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนาจะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไรแต่ทุกคนก็ต้องฟันฝ่าไปให้ได้เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจไม่ดีนั้นไม่ใช่เกิดแค่ครั้งนี้ครั้งแรกเท่านั้นก่อนหน้านี้ก็มีวิกฤติเกี่ยวกับต้มยำกุ้งแต่ทุกคนก็ยังสามารถฟันฝ่าอุปสรรคและผ่านพ้นมาได้ซึ่งเราสามารถนำวิกฤตต้มยํากุ้งนั้นมาเป็นบทเรียนและต้องฟันฝ่าอุปสรรคในครั้งนี้ไปให้ได้เช่นเดียวกันถึงแม้ว่าหลายคนจะมองว่าระหว่างวิกฤตของไวรัสโคโรนากับวิกฤตของต้มยำกุ้งนั้นไวรัสโคโรนาทำให้สะกิดตกต่ำได้มากกว่าต้มยำกุ้งมากกว่า 10 เท่าเลย

แต่อย่างไรแล้วทุกบริษัทก็ยังคงต้องขับเคลื่อนไปข้างหน้าเพื่อที่จะได้นำพาพนักงานและบริษัทให้ผ่านพ้นวิกฤตไปให้ได้ถึงแม้ว่าอุปสรรคครั้งนี้จะไหลหลวงมากแค่ไหนก็ตามทีสำหรับธุรกิจของในเครือสหพัฒน์นั้นส่วนใหญ่แล้วเป็นธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องของอาหารและแฟชั่นพวกกระเป๋ารองเท้าต่างๆซึ่งหลังจากที่ทางรัฐบาลได้มีการประกาศให้ปิดห้างสรรพสินค้าเนื่องจากต้องการน็อคดาวน์ประเทศนั้น

ส่งผลให้สินค้าในเครือสหพัฒน์นั้นไม่สามารถขายออกได้เนื่องจากว่าสินค้าส่วนใหญ่นั้นขายอยู่ในห้างทำให้กำไรที่เครือสหพัฒน์เคยได้นั้นลดลงอย่างต่อเนื่องซึ่งขณะนี้กำไรของเครือสหพัฒน์ลดถึง 20 เปอร์เซ็นต์ สำหรับประเทศไทยในขณะนี้นั้นเป็นที่จับตามองของต่างประเทศมากกว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่น่าลงทุนมากน้อยแค่ไหนซึ่งก่อนหน้านี้มีการโหวตกันมาก็คือประเทศไทยเป็นประเทศที่ต่างชาติลงทุนมากที่สุดแต่ก็ต้องดูสถานการณ์หลังจากนี้ว่าหากผ่านพ้นการระบาดของไวรัสโคโรน่าไปแล้วประเทศไทยยังจะเป็นที่สนใจของนักลงทุนอยู่หรือไม่

เนื่องจากตอนนี้ประเทศจีนเองนั้นเรื่องของธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศจีนและมีความแข็งแกร่งอยู่แล้วทำให้นักลงทุนไม่สนใจไปลงทุนที่ประเทศจีนแต่เริ่มหันเหมาที่ประเทศไทยแทนซึ่งหลายประเทศมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพมากพอที่จะให้มาลงทุนดังนั้นถ้าหากเราสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสครั้งหน้าไปได้อย่างเร็วในตอนนี้ก็จะทำให้เรามีโอกาสที่จะกลับมาเศรษฐกิจดีขึ้นได้เพราะนักลงทุนชาวต่างชาติก็จะพากันทยอยมาลงทุนในประเทศไทยอย่างแน่นอน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนัน

ดราม่าอาจารย์มหาวิทยาลัยดัง

ดราม่าอาจารย์มหาวิทยาลัยดังขอแสดงความคิดเห็นต่อผู้คนในสังคมการเมืองและศาสนาไม่เหมาะสม 

           เป็นเรื่องร้อนแรงมากในโลกออนไลน์ในขณะนี้ไม่มีอาการคนเหงาและพฤติกรรมไม่เหมาะสมโดยการโพสต์ข้อความถึงนักการเมืองรวมถึงดูหมิ่นการแต่งกายของผู้หญิงศาสนาอื่นและยังมีการส่งข้อความเหยียดนักศึกษาซึ่งข้อความนี้ได้หลุดออกมาทำให้ภาษาโซเชียลเธอเป็นเรื่องร้อนแรงเพราะนักศึกษาส่วนใหญ่ตาไม่พอใจจึงส่งเรื่องถึงอธิการบดีออกมหาวิทยาลัยจนตอนนี้ทางมหาวิทยาลัยต้องมีการส่งเรื่องสอบสวน

    จาก กระแสที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้มีการตรวจสอบลงไปว่าอาจารย์ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมคนดังกล่าวนั้นเป็นใครและเมื่อมีการติดตามเรื่องก็พบว่าเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครซึ่งท่านเป็นถึงอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์และที่สำคัญท่านยังเป็นหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์อีกด้วยการที่ท่านแสดงพฤติกรรมในการแสดงออกถึงทัศนคติความคิดของตัวเองนั้นลงใน Facebook

ถึงแม้จะเป็น Facebook ส่วนตัวว่าเป็นการแสดงข้อความที่ไม่เหมาะสมและเมื่อมีการสอบถามไปยังอธิการบดีของมหาวิทยาลัยก็พบว่าเบื้องต้นนั้นไม่มีการเรียกท่านไปคุยกับข้อความที่เกิดขึ้นแล้วเนื่องจากมีนักศึกษาบางส่วนได้มีการแคปหน้าจอ Facebook ของท่านมาไว้เป็นพยานหลักฐานโดยท่านเองก็พี่ออกมายอมรับแล้วว่าข้อความดังกล่าวนั้นเป็นเพราะฉันเองที่มีการเขียนขึ้นมาโดยท่านบอกว่าท่านต้องการแสดงเจตนารมณ์ที่ดีสั่งสอนนักศึกษาฉันอยากจะให้นักศึกษานั้นมีความตั้งใจเรียนมากขึ้นกว่านี้

ส่วนในเรื่องของข้อความการขัดแย้งเรื่องของทางการเมืองรวมถึงการคิดเห็นเรื่องของการแต่งกายของผู้หญิงศาสนาอิสลามที่มีการปรากฏใน Facebook ของท่านนั้นทางมหาวิทยาลัยจะต้องมีการเรียกประชุมคณะกรรมการของมหาวิทยาลัยทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมมาปรึกษาหารือกันก่อนซึ่งต้องรอบทสรุปอีกครั้งหนึ่งว่าสุดท้ายแล้วเมื่อมีการประชุมกันแล้วอาจารย์คนดังกล่าวนั้นจะมีความผิดหรือไม่แต่ถ้ามีความผิดจะมีการบทลงโทษอย่างไรจะมีการประชาสัมพันธ์ให้กับบุคคลที่ทราบกันอีกครั้งหนึ่งในนามของมหาวิทยาลัย

           เกี่ยวกับเรื่องนี้ความคิดเห็นของแต่ละคนเป็นความคิดส่วนตัวแต่เนื่องจากภาพลักษณ์ของอาจารย์ท่านนั้นเป็นถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยและตำแหน่งของตัวท่านก็สูงดังนั้นการจะวิพากษ์วิจารณ์อะไรจึงอยู่ในกรอบที่ดีจะเป็นการดีที่สุดเพราะเมื่อมีการใฝ่ฝ่ายใดขึ้นมาภาพลักษณ์ของท่านก็จะแย่ลงไปทันทีและยิ่งการวิจารณ์ของแต่ละอย่างที่ถ้ามีการโพสต์ลงใน Facebook ส่วนตัวให้เห็นถึงความคิดที่ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะมาเป็นอาจารย์

ไม่ว่าจะเป็นการที่อาจารย์ท่านนี้มีการต่อว่านักศึกษามหาวิทยาลัยของตนเองนั้นโง่หรือแม้แต่การที่ออกไปเห็นคนข้างนอกแล้วเขาแต่งกายเธอมีรูปร่างที่ไม่สวยก็ไม่ควรไปวิพากษ์วิจารณ์รูปร่างของคนอื่นรวมถึงการด่านักการเมืองผู้หญิงซึ่งเขาก็ไม่ได้ทำอะไรให้เป็นการส่วนตัววิธีทำการแสดงออกของอาจารย์วันนี้ทำให้เห็นว่าอาจารย์ยังไม่มีวุฒิภาวะมากพอที่จะเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยได้เลย

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ติดต่อ bk8